มักมีคนถามผมอยู่เรื่อย ๆ ว่า “ถ้าจะเก็บผู่เออร์ไว้ดื่มในอนาคต ต้องเริ่มยังไง วางแผนแบบไหน” ผมมองว่าเรื่องนี้ไม่ยากเลย แค่เราต้องทำให้มันเป็นระบบตั้งแต่แรก แล้วการเก็บชาจะกลายเป็นเรื่องสบาย ๆ ไม่เครียด และไม่หลงทาง
ก่อนอื่นต้องเข้าใจก่อนว่า ผู่เออร์เป็นชาที่ “เวลา” ทำหน้าที่ของมันได้ดี ยิ่งเก่ามักยิ่งกลม ยิ่งนิ่ง และโดยธรรมชาติราคาก็มักขยับขึ้นตามปี เพราะฉะนั้นถ้าเราตั้งใจจะมีชาเก่าดื่มต่อเนื่อง การเริ่มเก็บตั้งแต่ชาปีแรกมักคุ้มกว่าไปไล่ซื้อชาอายุในภายหลัง
วิธีที่ผมใช้คือกำหนด “จำนวนชาที่ต้องมีในสต็อก” ให้ชัด เช่น ผมอาจตั้งเป้าว่าจะมีชารวมทั้งหมด 300 กิโล (รวมทุกตัว รวมทุกปี) แล้วค่อยแบ่งสัดส่วนว่า ตัวไหนเป็นชาดื่มบ่อย ตัวไหนเป็นชาดื่มนาน ๆ ครั้ง วิธีนี้ช่วยให้เรารู้ว่าควรซื้อเพิ่มเมื่อไหร่ และไม่ปล่อยให้สต็อกพร่องจนถึงจุดที่อยากดื่มแล้วไม่มี
เมื่อกำหนดเป้าแล้ว ขั้นต่อมาคือการตั้ง “เส้นขั้นต่ำ” ของชาแต่ละกลุ่มไว้ในใจ พอดื่มไปเรื่อย ๆ ถ้าปริมาณลดลงถึงระดับที่เราตั้งไว้ ก็เติมกลับให้เต็มตามเป้า หลักคิดนี้ทำให้ระบบมันหมุนเอง เพราะคนดื่มผู่เออร์ส่วนใหญ่จะดื่มปีเก่าไปเรื่อย ๆ แล้วค่อยเติมชาปีใหม่เข้าไป สุดท้ายเราจะมีชาเก่าดื่มแบบไม่ขาดมือโดยแทบไม่ต้องฝืนอะไรเลย
เพื่อให้คิดง่าย ผมมีสูตรส่วนตัวแบบเป็นขั้นบันได (ชาแผ่นละ 200 กรัม / 1 มัดมี 5 แผ่น / 1 ลังมี 50 แผ่น) ถ้าชาตัวไหนนาน ๆ ดื่มที ก็ใช้หลัก “ดื่ม 1 แผ่น เก็บ 1 แผ่น” ถ้าเป็นชาที่เดือนหนึ่งชงสัก 3–4 ครั้ง ก็ “ดื่ม 1 แผ่น เก็บ 1 มัด” ถ้าเป็นชาดื่มเกือบทุกวัน ก็ขยับเป็น “ดื่ม 1 มัด เก็บ 1 ลัง” และถ้าเป็นชาที่ดื่มทุกวันจริงจัง ก็ใช้ “ดื่ม 1 ลัง เก็บ 2 ลัง” สูตรนี้ไม่ได้ตายตัว แต่ช่วยให้มือใหม่มองภาพออกว่า ชาแต่ละตัวควรถูกจัดไว้ในระดับไหน
สิ่งที่ผมอยากย้ำคือ การเก็บชาให้สวยไม่ได้อยู่ที่เก็บเยอะ แต่อยู่ที่เก็บให้พอดีกับจังหวะการดื่มของเราเอง และแม้การเก็บเองจะคุ้มกว่าในระยะยาว แต่ก็ต้องระวังเรื่องสภาพการเก็บด้วย เพราะถ้าเก็บผิด สภาพแวดล้อมผิด ชาที่ตั้งใจให้ดีขึ้นอาจเสียทรงได้ (เรื่องนี้ผมเคยเขียนแยกไว้แล้ว)
สุดท้าย พอเข้าฤดูกาลชาใหม่ เราจะเห็นนักดื่มผู่เออร์หลายคนเริ่มทำการบ้านว่า “ปีนี้ควรเติมตัวไหนเท่าไร” ซึ่งสำหรับผม นี่คือเสน่ห์ของการเก็บเพื่อดื่มจริง ๆ เราไม่ได้เก็บเพื่อกำไร แต่เก็บเพื่อให้อนาคตของเรามีชาดี ๆ รออยู่เสมอ แบบสบายใจและไม่ขาดตอน


