ภาคสอง ต่อจากที่โพสไปก่อนหน้านี้ครับ
จากคำถามเรื่องโกดังแห้ง–โกดังชื้น บทสนทนายังไหลต่อไปถึง “โกดังภาคเหนือ” กับ “โกดังภาคใต้” ซึ่งเป็นอีกคำที่ทำให้คนชาเถียงกันมานาน หลายคนเข้าใจแบบง่าย ๆ ว่าโกดังภาคเหนือก็คือเก็บในเมืองที่อยู่เหนือขึ้นไป โกดังภาคใต้ก็คือเมืองที่อยู่ใต้ลงมา แบ่งกันตามแผนที่ภูมิศาสตร์ แต่ในมุมมองของผม ถ้าจะให้แม่นและเป็นประโยชน์ต่อการทำความเข้าใจจริง ๆ เราต้องเริ่มจากการมอง “ภูมิอากาศ” ไม่ใช่แค่เส้นแบ่งบนแผนที่
ก่อนจะเรียกอะไรว่าโกดังเหนือหรือโกดังใต้ เราต้องลองมองสภาพแวดล้อมและสภาพอากาศของจีนก่อน ว่าสภาพอากาศแบบไหนคือแนวเหนือ และสภาพอากาศแบบไหนคือแนวใต้ พอเข้าใจเรื่องนี้แล้ว การแบ่งนิยามก็จะชัดเจนเอง ว่าโกดังของเมืองไหนควรเรียกว่าโกดังภาคเหนือ หรือโกดังภาคใต้จริง ๆ
“ภาคเหนือ” ในภาษาของคนชา จึงไม่ได้หมายถึงตำแหน่งบนแผนที่อย่างเดียว แต่หมายถึงพื้นที่ที่มีลักษณะภูมิอากาศแบบเหนือ คืออากาศค่อนข้างแห้ง มีสี่ฤดูชัดเจน อุณหภูมิแกว่งมากระหว่างร้อนกับหนาว ในสภาพแวดล้อมแบบนี้ ใบชาที่ถูกเก็บอยู่ในโกดังจะเปลี่ยนแปลงไปตามหลักการที่ต่างออกไปจากภาคใต้ กระบวนการหลักคือ “ออกซิเดชันแบบช้า ๆ หน่วงเวลา” ทุกอย่างเดินไปช้าแต่มั่นคง กลิ่น รส และโครงสร้างของชาจะค่อย ๆ คลี่ออกทีละชั้น โดยไม่ถูกเร่งอย่างรุนแรง การเก็บในลักษณะภาคเหนือจึงเหมือนปล่อยให้ชา “โตแบบผู้ใหญ่ที่ค่อย ๆ สั่งสมประสบการณ์” ไม่ใช่โตแบบเด็กที่ถูกบังคับให้รีบโตเกินวัย
ในทางกลับกัน “ภาคใต้” คือพื้นที่ที่มีภูมิอากาศร้อนและชื้น ระดับอุณหภูมิและความชื้นในอากาศสูงกว่าอย่างเห็นได้ชัด เมื่อเก็บชาในสภาพแวดล้อมแบบนี้ กลไกการเปลี่ยนสภาพภายในใบชาก็เปลี่ยนตามไปด้วย หลักการที่เกิดขึ้นคือ “ความชื้น–ความร้อนเป็นตัวเร่ง” พูดง่าย ๆ คือชาจะเดินเร็วขึ้นในทุกมิติ ทั้งกลิ่น รส สี น้ำชาเข้มขึ้นไว เนื้อสัมผัสหนาขึ้นเร็ว ถ้าควบคุมดีสามารถได้ความเข้มข้น นุ่ม หวานที่น่าพอใจในเวลาไม่นาน แต่ถ้าคุมไม่ดี ก็เสี่ยงจะกลายเป็นชาเก็บเสีย กลิ่นสกปรก และปัญหาเรื่องเชื้อราที่คนรักสุขภาพกังวลกัน
เมื่อกลับมาดูในเชิงเมืองและพื้นที่ ปักกิ่งกับคุนหมิง จึงถูกจัดให้อยู่ในนิยามของ “โกดังภาคเหนือ” เพราะอากาศโดยรวมแห้งกว่า อุณหภูมิเปลี่ยนตามฤดูกาลค่อนข้างชัด ในขณะที่กวางตุง ฮ่องกง และรวมถึงเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ทั้งหมด อยู่ในกลุ่มที่ถือเป็น “โกดังภาคใต้” ด้วยลักษณะภูมิอากาศแบบร้อนชื้นที่เด่นชัด แน่นอนว่าตรงนี้มีเงื่อนไขสำคัญหนึ่งข้อ คือทั้งหมดนี้พูดบนสมมุติฐานว่าโกดัง “เก็บตามธรรมชาติ” ไม่มีการควบคุมอุณหภูมิและความชื้นด้วยเครื่องมือหรือระบบพิเศษ
แต่โลกยุคใหม่ไม่ได้มีแค่โกดังธรรมชาติอย่างเดียว หลายที่เริ่มใช้โกดังที่มีระบบควบคุมสภาพแวดล้อม สามารถตั้งค่าอุณหภูมิและความชื้นได้ตามต้องการ ตรงนี้เองที่ทำให้เกิดคำถามต่ออีกชั้นหนึ่งว่า ถ้าเราอยู่ในพื้นที่ที่ภูมิอากาศจริง ๆ เป็นแบบภาคใต้ แต่เราใช้ระบบควบคุมให้ภายในโกดังมีความชื้นต่ำลง อุณหภูมิใกล้เคียงกับภาคเหนือ แบบนี้เรียกว่าโกดังเหนือได้หรือเปล่า?
ในมุมมองของผม ถ้าพูดให้ตรงไปตรงมา สิ่งที่เราทำในกรณีนี้คือ “เทคนิคการเก็บแบบภาคเหนือ” มากกว่าจะเรียกมันว่า “โกดังภาคเหนือ” จริง ๆ เพราะเรากำลังใช้ “กงอี้” หรือเทคนิคของมนุษย์เข้าไปสร้างสภาพแวดล้อมจำลองให้คล้ายกับโกดังเหนือ แต่ตัวพื้นที่เองในเชิงภูมิอากาศ ไม่ได้เป็นเหนือจริง ๆ ดังนั้นการเรียกมันว่า “โกดังควบคุมที่ใช้แนวคิดแบบภาคเหนือ” หรือ “เทคนิคการเก็บสไตล์เหนือ” จะตรงกว่า และช่วยป้องกันความสับสนในระยะยาว
ทั้งหมดนี้ย้อนกลับไปหาจุดตั้งต้นเดียวกัน คือคำว่า “กงอี้ 工艺” ที่ผมใช้ตอบคำถามในวงชาในวันนั้น ไม่ว่าจะพูดถึงโกดังแห้ง โกดังเปียก หรือโกดังเหนือ โกดังใต้ แก่นจริง ๆ คือการเข้าใจสองสิ่งพร้อมกัน หนึ่งคือ “ธรรมชาติ” ของภูมิอากาศและสภาพแวดล้อม สองคือ “เทคนิคของมนุษย์” ที่เข้าไปจัดการกับเวลา อุณหภูมิ และความชื้น ผ่านวิธีการเก็บหลากหลายแบบ
ชาที่ดีไม่ใช่แค่เรื่องของแหล่งที่มาอย่างเดียว แต่เป็นผลลัพธ์จากการเจอกันของ “ภูเขา,อากาศ,เวลา,มือคน” และในฐานะคนดื่ม เราไม่ได้แค่ดื่มน้ำชาจากถ้วยเล็ก ๆ ตรงหน้า แต่กำลังดื่มเรื่องราวทั้งหมดที่อยู่เบื้องหลังคำหนึ่งคำง่าย ๆ ว่า “โกดัง” นั่นเอง