ผมเคยเขียนไว้แล้วว่า “อุณหภูมิ” กับ “ความชื้น” มีผลต่อกลิ่นหอมขณะชงชา (ลิงก์: https://www.facebook.com/share/p/1AKrFx6HZN/?mibextid=wwXIfr) และช่วงนี้เพื่อน ๆ ในกลุ่มชาที่ผมรู้จักเจอปัญหาเดียวกันบ่อยมาก คือชงออกมาแล้ว “กลิ่นรสไม่เหมือนเดิม” ทั้งที่เป็นชาตัวเดิม อุปกรณ์เดิม น้ำเดิม วิธีเดิม ซึ่งผมเองก็เป็นหนึ่งในนั้น
วันนี้ผมกับเพื่อนนัดลงก๊วนดื่มชา ชงตันฉง 2 กา และผู่เออร์ 2 กา รวม 4 กา แต่ทั้งสี่กาชงออกมาแล้วกลิ่นรสต่างจากที่เคยดื่ม ทุกคนมองหน้ากันว่าเกิดอะไรขึ้น ทำไมวันนี้ชาที่ผมชงมันเพี้ยน
ตอนแรกผมก็คิดแบบที่คนชามักคิดกันก่อนเสมอว่า “หรือเรานิ่งไม่พอ” ก็เลยชงใหม่อีกกา ผลก็ยังเหมือนเดิม เลยให้คุณดาช่วยชงผู่เออร์ดูอีกสองกา ผลก็ไม่ต่างกัน ทั้งรสและกลิ่นยังผิดไปจากที่เคยดื่มชัดเจน สรุปคือไม่ใช่เรื่องมือชง ไม่ใช่เรื่องคน แต่เป็น “สภาพแวดล้อม” เราจึงเช็คสภาพอากาศ ผลคือกรุงเทพอากาศเย็นลง แต่ความชื้นสูงมาก นี่แหละตัวการ
อย่างที่ผมเคยเขียนไว้ กรณีแบบวันนี้คือ “ความชื้นสูงผิดปกติ” ความชื้นจะไปเกาะใบชา และไปกดการระเหยของกลิ่น ทำให้ชาดูเหมือน “ปิดสวิตช์” กลิ่นไม่พุ่ง บอดี้บางลง อารมณ์เหมือนชาถูกล็อกไว้ ทั้งที่คุณภาพใบชาไม่ได้เปลี่ยน
โดยปกติ ก่อนดื่มชาผมจะปิดประตูหน้าต่าง เปิดแอร์ แล้วเอาเครื่องดูดความชื้นออกมาดูดในห้องรับแขกให้แน่ใจว่า “สภาพห้องพร้อม” เพื่อให้การชงไม่มีข้อผิดพลาด แต่วันนี้ด้วยความชะล่าใจ คิดว่าแค่เปิดแอร์ไว้ก่อน ก็น่าจะพอแล้ว เลยไม่ได้นำเครื่องดูดความชื้นออกมาทำงาน สิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่เราคิดว่า “ไม่น่าเป็นไร” หรือ “คงไม่กระทบมาก” วันนี้มันตอบให้ชัด ๆ แล้วว่า แค่ความชื้นสูงกว่าปกติ ก็ทำให้สุนทรียภาพของการดื่มชาเปลี่ยนได้ทันที
ดังนั้นช่วงนี้ ถ้าเพื่อน ๆ ชงชาออกมาแล้วกลิ่นรสไม่เหมือนเดิม อย่าเพิ่งสรุปว่าชาเสีย หรือชาตัวเองเริ่มมีปัญหา ให้เช็ค “ความชื้นในห้องชง” ก่อนเป็นอย่างแรก เพราะถ้าห้องไม่พร้อม ต่อให้ชาแพงแค่ไหน กาก็เสียเปล่า
และอีกเรื่องที่ต้องระวังคือ “ความชื้นในห้องเก็บชา” ด้วยเช่นกัน เพราะถ้าห้องเก็บชาชื้นจนเกินไป อันนั้นไม่ใช่แค่เรื่องกลิ่นตอนชงแล้ว แต่มันคือความเสี่ยงที่ชาของเราจะเสียหายจริง ๆ
